งานสุขภาพ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

 

คลีนิค ออนไลน์ :: Clinic Online
หัวข้อ :  

HACKED Ayyıldız Tim

รายละเอียด :     

สรุปประเด็นสำคัญ

โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ 2009 ชนิด A  H1N1”

โดย งานพยาบาล  มจธ.

โรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่มีชื่อเรียกว่า Influenza  virus  มีสารพันธุกรรมเป็น RNA สายเดี่ยวที่มีลักษณะเป็นท่อน ๆ   ปัจจุบันสามารถแบ่งเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ออกได้เป็น 3 ชนิด  ได้แก่ ชนิด A  B  และ C  ในปัจจุบันพบว่าเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อและระบาดอย่างต่อเนื่องในมนุษย์และสัตว์ชนิดต่าง ๆ นั้นจัดอยู่ในกลุ่มเชื้อไวรัส ชนิด A  (Influenza A virus  ) ซึ่งมีรหัสพันธุกรรมเป็นท่อน ๆ ทั้งสิ้น 8 ท่อน ได้แก่  PB2 , PB1, PA, HA , NP,  NA, M และ NS และสามารถสร้างโปรตีนได้  10 ชนิด ได้แก่ PB2 , PB1, PA, HA , NP,  NA, M1,  M2, NS1 และ NS2

โรคที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้  เป็นโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในคน แพร่ติดต่อระหว่างคนสู่คนเท่านั้น เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิด A ซึ่งเป็นเชื้อตัวใหม่ที่ไม่เคยพบทั้งในสุกรและในคน เป็นเชื้อที่เกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์(Reassortment) ซึ่งมีสารพันธุกรรมของเชื้อไข้หวัดใหญ่คน(Human Flu)ไข้หวัดใหญ่สุกร(Swine Flu) และไข้หวัดใหญ่สัตว์ปีก(Avian Flu)ด้วย เริ่มพบการระบาดที่ประเทศเม็กซิโก และแพร่ไปกับผู้เดินทางไปในอีกหลายประเทศ    ระยะแรกกระทรวงสาธารณสุขใช้ชื่อโรคนี้ว่าโรคไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดในเม็กซิโกและเมื่อองค์การอนามัยโลกได้ประกาศชื่อเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา จึงเปลี่ยนชื่อเป็น ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด A H1N1” และใช้ชื่อย่อว่าไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009”

เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ใหม่ ในการรายงานโรคนี้ช่วงแรกในภาษาอังกฤษใช้คำว่า  “Swine Flu” หรือไข้หวัดใหญ่สุกร  โดยปกติแล้ว ไข้หวัดใหญ่สุกรเป็นโรคทางเดินหายใจที่เกิดขึ้นในสุกร มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่หลายชนิด เช่น H1N1, H1N2, H3N2 และ H4N6  แต่ละชนิดมีหลากหลายสายพันธุ์  ตามปกติการเกิดโรคไข้หวัดใหญ่สุกรบางครั้งอาจติดต่อไปสู่คนซึ่งเกิดไม่บ่อยนัก   การติดเชื้อเกิดขึ้นโดยคนหายใจเอาละอองฝอย  เมื่อสุกรไอหรือจามเข้าไป หรือการสัมผัสกับสุกรหรือสิ่งแวดล้อมที่สุกรอาศัยอยู่   อย่างไรก็ตามเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดในเม็กซิโกนี้ ผลการตรวจวิเคราะห์ในระดับพันธุกรรมพบว่า เป็นเชื้อสายพันธุ์ใหม่ที่พบในคน และยังไม่เคยพบในสุกรมาก่อน และการระบาดดังกล่าว ไม่มีรายงานว่าโรคนี้ระบาดในสุกรทั้งในเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกา  และผลการสอบสวนโรค ไม่พบผู้ใดติดโรคจากสุกร หากแต่เป็นการแพร่กระจายโรคจากคนสู่คนเท่านั้น

 เชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในประเทศไทย
 เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 52 เวลา 14.00 น. (ตามเวลาในประเทศไทย) กระทรวงสาธารณสุขไทยแถลงว่า พบผู้ป่วยที่ตรวจยืนยันว่าติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009  จำนวน 2 ราย ซึ่งติดเชื้อจากประเทศเม็กซิโก เริ่มมีไข้หลังจากเดินทางมาถึงประเทศไทย ผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรง ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสครบชุด หายเป็นปกติไม่มีเชื้อในร่างกายแล้ว ส่วนผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย ได้รับยาต้านไวรัสครบชุดและติดตามเฝ้าสังเกตอาการอย่างต่อเนื่อง ไม่มีผู้ใดมีอาการป่วยแต่อย่างใด สามารถมีกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นได้อย่างปกติ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่พบการระบาดเกิดขึ้นในประเทศไทย

 การแพร่ติดต่อ

เชื้อไวรัสที่อยู่ในเสมหะ  น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย  แพร่ติดต่อไปยังคนอื่น ๆ  โดยการไอ  จามรดกันโดยตรง หรือหายใจเอาฝอยละอองเข้าไป  หากอยู่ใกล้ผู้ป่วยในระยะ 1 เมตร บางรายได้รับเชื้อทางอ้อมผ่านทางมือหรือสิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น แก้วน้ำ ลูกบิดประตู  โทรศัพท์ ผ้าเช็ดมือ เป็นต้น เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูก ตา ปาก 

ผู้ป่วยอาจเริ่มแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 1 วันก่อนป่วย  ช่วง 3 วันแรกจะแพร่เชื้อได้มากสุด และระยะแพร่เชื้อมักไม่เกิน 7 วัน

 

อาการป่วย

ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเริ่มมีอาการหลังจากได้รับเชื้อไวรัส 1 3 วัน น้อยรายที่นานถึง 7 วัน อาการป่วยใกล้เคียงกันกับโรคไข้หวัดใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วไป เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ไอ เจ็บคอ  อาจมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียด้วย  

ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง  หายป่วยได้โดยไม่ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล อาการจะทุเลาและหายป่วยภายใน 5 7 วัน แต่บางรายที่มีอาการปอดอักเสบ รุนแรง จะพบอาการหายใจเร็ว เหนื่อย หอบ หายใจลำบาก ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้

 

การรักษา

ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที  ซึ่งแพทย์จะพิจารณาให้ยาต้านไวรัส  คือ Oseltamivir(Tamiflu)หรือ Zanamivir  ซึ่ง เป็นยาชนิดกิน หากผู้ป่วยได้รับยาภายใน 2 วันหลังเริ่มป่วย    จะให้ผลการรักษาดี 

ผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อย เช่น มีไข้ต่ำ ๆ  และยังรับประทานอาหารได้ อาจไปพบแพทย์ที่คลินิก  หรือขอรับยาและคำแนะนำจากเภสัชกรใกล้บ้าน และดูแลรักษากันเองที่บ้าน  โดย

·       รับประทานยารักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้พาราเซตามอล ยาละลายเสมหะ เป็นต้น  และเช็ดตัวลดไข้เป็นระยะด้วยน้ำสะอาดไม่เย็น

·       ดื่มน้ำสะอาดและน้ำผลไม้มาก ๆ  งดดื่มน้ำเย็น 

·       พยายามรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ได้มากพอเพียง เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ไข่ ผัก ผลไม้ เป็นต้น  หากรับประทานอาหารได้น้อย  อาจต้องได้รับวิตามินเสริม

·       นอนหลับพักผ่อนมาก ๆ ในห้องที่อากาศถ่ายเทดี

·       ไม่จำเป็นต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ  ยกเว้นติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ซึ่งต้องรับประทานยาจนหมดตามแพทย์สั่ง  เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อดื้อยา

 

การป้องกันไม่ให้ติดเชื้อ

1.         หากไม่มีความจำเป็น ควรชะลอการเดินทางไปยังพื้นที่ที่กำลังเกิดการระบาดจนกว่าสถานการณ์จะยุติลง แต่ถ้าจำเป็นต้องเดินทาง ให้หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการไอ หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด หมั่นล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อย ๆ หรือเช็ดมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ พร้อมทั้งติดตามข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน และปฏิบัติตามข้อแนะนำของทางการในพื้นที่นั้นๆ อย่างเคร่งครัด

2.         ผู้ที่เดินทางกลับมาจากพื้นที่เกิดการระบาด จะได้รับการแนะนำด้านสุขภาพจากทีมแพทย์ โดยให้หยุดพักผ่อนอยู่ที่บ้านเป็นเวลา 7 วัน และสังเกตอาการตนเองทุกวัน หากรู้สึกไม่สบาย เช่น มีไข้ ไอ เจ็บคอ ปวดเมื่อยเนื้อตัว คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว ฯลฯ รีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาทันที โดยถ้ามีอาการไอหรือจาม ควรสวมหน้ากากอนามัย หรือใช้กระดาษทิชชูปิดปากจมูกทุกครั้งที่ไอจาม กรณีที่อาการไม่รุนแรง แพทย์จะอนุญาตให้รักษาตัวที่บ้านได้ ควรหยุดงาน หยุดเรียน และงดไปในที่ชุมชน เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่กระจายเชื้อให้กับผู้อื่น

3.         รักษาสุขภาพให้แข็งแรง โดย

·       หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่   

·       หากต้องดูแลผู้ป่วย  ควรสวมหน้ากากอนามัย  เมื่อดูแลเสร็จ  ควรรีบล้างมือด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาดทันที

·       ไม่ใช้แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ช้อนอาหาร ผ้าเช็ดมือ  ผ้าเช็ดหน้าร่วมกับผู้อื่น  โดยเฉพาะผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่

·       ใช้ช้อนกลางทุกครั้ง  เมื่อรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น

·       หมั่นล้างมือบ่อยๆ  ด้วยน้ำและสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังไอ จาม

·        รักษาสุขภาพให้แข็งแรง โดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ รวมทั้งไข่ นม ผัก และผลไม้  ดื่มน้ำสะอาดและนอนหลับพักผ่อนให้พอเพียง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  หลีกเลี่ยงบุหรี่และสุรา

การป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อ

·       หากป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่  ควรลาหยุดงาน  หยุดเรียน เป็นเวลา 3 - 7 วัน ซึ่งจะช่วยลดการแพร่ระบาดได้มาก

·       พยายามหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดคลุกคลีกับคนอื่น ๆ  

·       สวมหน้ากากอนามัย  เมื่ออยู่กับผู้อื่น หรือใช้ทิชชูปิดจมูกปากทุกครั้งที่ไอจาม  ทิ้งทิชชูลงในถังขยะที่มีฝาปิด  แล้วล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่

โดยสรุป

               1.   ปัจจุบันในประเทศไทยยังไม่มีการระบาดของไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009

               2.    ไวรัสไข้หวัดใหญ่ของคนและสุกรมีแหล่งกำเนิดมาจากไวรัสสายพันธุ์เดียวกันและต่างมีวิวัฒนาการแยกสายพันธุ์กลายเป็นไวรัสของคนและสุกร

               3.     ยังไม่พบการติดต่อโดยการรับประทานเนื้อหมู 

              4.    อัตราป่วยตายของผู้ติดเชื้อ SARS   ร้อยละ 30 , ไข้หวัดนกสายพันธ์  H5N1ร้อยละ 60   และไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009  ร้อยละ 0.85

5.      ประเทศไทยมีประสบการณ์การระบาดโรคติดต่อทางระบบทางเดินหายใจหลายชนิด เช่น SARS  Caroavirus ไข้หวัดนกสายพันธ์  H5N1 ทำให้เชื่อมั่นได้ว่า ประเทศไทยน่าจะรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวได้เป็นอย่างดี 


ท่านสามารถติดตามข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข   
www.moph.go.th  และหากมีข้อสงสัย สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์ปฏิบัติการ กรมควบคุมโรค หมายเลขโทรศัพท์ 0 2590 3333  และศูนย์บริการข้อมูลฮอตไลน์  กระทรวงสาธารณสุข หมายเลขโทรศัพท์  0 2590 1994   ตลอด 24 ชั่วโมง

                                            ……………………………..

เอกสารอ้างอิง

1.                        การสัมมนาเรื่อง วช.กับการแก้วิกฤติโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ ชนิด A 2009 H1N1” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชัน หลักสี่ กรุงเทพมหานคร วันที่ 15 พฤษภาคม 2552

2.                        เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข   www.moph.go.th 

 

 

งานพยาบาล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
126 ถนนประชาอุทิศ แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ 10140
บางมด โทร:02-470-8440-5 บางขุนเทียน โทร: 02-4523452 ต่อ 7030
Design by Solunar365.com